Home / Archive by Category "เกร็ดความรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่"

Archives

แบตเตอรี่ AGM เทคโนโลยีแผ่นใยแก้วที่น่าสนใจ

แบตเตอรี่ AGM คืออะไร?   วันนี้มาทำความรู้จักกับ แบตเตอรี่ AGM ที่กำลังที่เป็นสนใจในกลุ่มของผู้ใช้โซล่าเซลล์กันสักหน่อยนะคะ แบตเตอรี่ AGM (Absorbent Glass Material) เป็นแบตเตอรี่ที่แผ่นกั้นระหว่างแผ่นธาตุบวกลบทำด้วยเทคโนโลยี Micro glass-fibre separators หรือแผ่นใยแก้วที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำกรดได้ดี มีลักษณะเหมือนสำลี และมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าสูง แบตเตอรี่ AGM แบ่งได้เป็น 2 ชนิด แบตเตอรี่ SLA (Sealed Lead Acid) เป็นแบตเตอรี่ที่ปิดผนึกแน่นหนา ใช้ในงานอุตสาหกรรม โทรคมนาคม เครื่องสำรองไฟ UPS ซึ่งแบตประเภทนี้แหละค่ะ ที่เริ่มนำมาใช้ในกลุ่มโซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ VRLA (Valve Regulate Lead Acid) มีระบบวาล์วระบายแรงดันภายใน กรณีที่เกิดแรงดันภายในสูงเนื่องจากการใช้งาน กรณีของ Overcarge ซึ่งเป็นชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ข้อดีของแบต AGM คือ รองรับการชาร์จของกระแสไฟได้ดี ชาร์จเต็มเร็ว จ่ายกระแสไฟได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน และมีเก็บไฟได้ดีกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วๆไป ซึ่งเหมาะกับรถยนต์ที่มีฟังชั่นการใช้งานเยอะๆ โดยเฉพาะรถยุโรปที่มีระบบ Eco Start-Stop ค่ะ สำหรับวงการโซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ AGM กำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากคุณสมบัติในการเก็บและจ่ายกระแสที่ดีกว่าแบตเตอรี Deep และอายุการใช้งานที่นานกว่า แม้ว่าในปัจจุบันราคาแบตใหม่ AGM จะยังแพงมาก แต่ก็เริ่มมีทางเลือก แบตAGM มือสองที่ได้จากการประมูลซื้อกับองค์กรโทรคมนาคม หรือการไฟฟ้า ที่มีแบตพวกนี้จำนวนมาก ซึ่งราคาถูกกว่าแบตใหม่เกินครึ่งค่ะ

การ “เผาหัว” ในเครื่องดีเซลไม่ระวังแบตอาจพังก่อนถึงเวลาอันควร

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการ “เผาหัว” ก่อนสตาร์ท   สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลล์จะมีระบบ “เผาหัว” ก่อนสตาร์ท เนื่องจากรถที่ใช้เครื่องดีเซลจะไม่มีหัวเทียนช่วยในการจุดระเบิด อาศัยการอัดอากาศในกระบอกสูบให้เกิดความร้อน เพื่อจุดระเบิด ดังนั้นหากอุณหภูมิในกระบอกสูบต่ำ การจุดสตาร์ทก็จะยากค่ะ การเผาหัว จึงเป็นการทำให้ห้องเผาไหม้มีอุณหภูมิที่สูงขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการจุดระเบิดขณะสตาร์ทค่ะ หลักการทำงานของมันก็ง่ายๆค่ะ คือ การเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า (ไฟจากแบตเตอรี่นั่นเอง) เป็นพลังงานความร้อน ดังนั้นรถรุ่นเก่าๆที่มีปัญหาเรื่องหัวเผา เช่น ต้องเผาหัวนานกว่าห้องเครื่องจะร้อนพอในการจุดระเบิด หรือ การเผาหัวบ่อยครั้งกว่าจะสตาร์ทติด จะส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่มากๆ เพราะแบตจะถูกดึงพลังงานไปใช้อย่างมหาศาลเพื่อให้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงพอในการจุดระเบิด (อุณหภูมิที่ใช้ในการจุดระเบิดอยู่ที่ 700-900 องศาเซลเซียส!!!!) ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยหากแบตเตอรี่ที่ใช้กับรถระบบเผาหัวจะเสียเร็วกว่าระบบหัวเทียนทั่วไป เพราะมันก็สู้มาอย่างหนักหน่วงเต็มกำลังแล้วล่ะค่ะ ^^

เปลี่ยนแบตให้แอมป์เยอะขึ้น ไฟจะแรงขึ้นจริงหรือ???

เปลี่ยนแบตให้แอมป์เยอะขึ้น ไฟจะแรงขึ้นจริงหรือ?? เคยสงสัยกันใช่มั้ยคะว่า เปลี่ยนแบตให้แอมป์เยอะขึ้น ไฟแรงขึ้นจริงหรือเปล่า?? เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะ เอาเข้าจริงการใช้แบตเตอรี่ไฟแรงขึ้นก็ มีส่วนบ้าง แต่ไม่ทั้งหมดนะคะ จริงตรงที่ แบตเตอรี่ที่มีแอมป์สูงการเก็บไฟสำรองก็จะเยอะกว่าแบตที่แอมป์น้อย ซึ่งจะมีผลในกรณีที่ไฟในระบบเริ่มไม่พอใช้ เช่นรถที่ติดตั้งเครื่องเสียงกระหึ่มๆ หรือรถที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งคัน ก็จะต้องการแบตเตอรี่ที่มีแอมป์สูงขึ้นเพื่อ ++ป้อนไฟให้พอใช้ แต่ไม่ใช่ทำให้แรงขึ้นนะคะ++ สรุปง่ายๆ ก็คือ แบตแอมป์เยอะได้เปรียบตรงที่ สำรองไฟได้เยอะขึ้นกว่านั่นเองค่ะ ส่วนไฟจะแรงหรือไม่แรงขึ้นอยู่กับ “ไดชาร์จ” พระเอกของรถเลยค่ะ ถ้าติดเครื่องเสียงแบบประเภทเสียงเบสกระเทือนถึงดวงดาวแล้วล่ะก้อ ไดชาร์จต้องมีแอมป์มากพอที่จะเลี้ยงระบบไฟค่ะ แค่เปลี่ยนแบตแอมป์เยอะอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเปลี่ยนไดชาร์จให้แอมป์สูงขึ้นด้วยนะคะ ^^ ยังไงถ้าอยากรู้ว่ารถเราไดชาร์จปกติดีมั้ย แวะมาตรวจเช็คกับที่ร้านได้เลยนะคะ ฟรีค่าบริการค่ะ ขอบคุณข้อมูลจาก NEWTEC C.E

เทคนิคง่ายๆในการเช็คสภาพแบตว่าเสื่อมหรือยัง??

หลายคนคงสงสัยไม่น้อยว่า สตาร์ทรถไม่ติด มันเป็นเพราะแบตเสื่อมจริงหรือเปล่า? พอเอารถไปอู่ หรือเข้าศูนย์ก็มักจะได้รับคำตอบว่า “แบตเสื่อมแล้วครับ ต้องเปลี่ยนแบตใหม่” กตัญญูคลินิกแบตเตอรี่ มีเทคนิกง่ายๆในการเช็คว่า แบตเตอรี่ของเราเสื่อมจริงหรือเปล่า? มาดูกันทีละขั้นตอนเลยค่ะ หลังจากขับรถเข้าจอดเรียบร้อย รอประมาณ 1 นาที นำโวลท์มิเตอร์วัดค่า ต้องมีค่าตั้งแต่ 12-12.8 โวลท์ และหลังจากจอดข้ามคืน ค่าที่ได้จะต้องอยู่ที่ 12-12.8 โวลท์เท่าเดิม จึงจะถือว่าแบตอยู่ในสภาพปกติ ถ้ามีค่าต่ำกว่า 12 ประมาณ 11.5-11.9 เริ่มไม่ดีแล้วค่ะ เพราะแบตไม่เก็บไฟ ถ้าต่ำกว่า 11.5 วิกฤติมาเยือนกันทีเดียว ต้องนำมาฟื้นฟูเป็นการด่วน  ลองสตาร์ทเครื่องยนต์ และเหยียบคันเร่งให้ได้ 1,000 รอบ(ภาษาช่างเรียกว่า รอบเดินเบาค่ะ) จะต้องมีค่าประมาณ 13.5-13.8 ถ้าค่าที่ได้อยู่ประมาณ 12.8-13.4 แสดงว่าไดชาร์จเริ่มมีปัญหาแล้วค่ะ เพราะมีการชาร์จไฟเข้าแบตไม่เต็มที่ และถ้าต่ำว่า 12.8 ก็แสดงว่าไดชาร์ไม่ได้ชาร์จไฟเข้าแบตเลย เลวร้ายทีสุดคือ ต่ำกว่า 12 โวลท์ แสดงว่าระบบไฟในรถดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้เพียงอย่างเดียว เตรียมตังค์เอารถเข้าอู่ได้เลยค่ะ เร่งเครื่องให้ได้รอบประมาณ 2000-2500 รอบต่อนาที โวลท์จากแบตเตอรี่จะต้องมีค่าประมาณ 13.8-14.7 อาจมากกว่านี้ได้เล็กน้อย แต่ต้องไม่เกิน 15 โวลท์ ถ้าเกินแสดงว่าคัทเอาท์ไดชาร์จ มีปัญหา จะทำให้แบตเสื่อมเร็ว เพราะถูกชาร์จด้วยแรงดันที่สูงเกินไป ทำให้เกิดก๊าซคล้ายการเดือด ส่งผลต่อสารที่เคลือบแผ่นธาตุหลุดร่อนออกมา อายุการใช้งานของแบตจึงสั้นลง สุดท้ายคือเช็คว่าไดชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือเปล่า โดยให้เร่งเครื่องให้ได้ 2000 รอบ พร้อมกับเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างในรถ เช่น ไฟหน้า แอร์ ที่ปัดน้ำฝน เครื่องเสียง และวัดแรงดันที่ได้ ซึ่งต้องมีค่าเท่ากับค่าปกติ คือ 13.8-14.7 ถ้าได้ค่าต่ำกว่านี้แสดงว่าได้ชาร์จจ่ายกระแสไม่พอ ไดทำงานหนัก และอาจทำให้อายุการใช้งานลดลงค่ะ