Home / เกร็ดความรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ / เทคนิคง่ายๆในการเช็คสภาพแบตว่าเสื่อมหรือยัง??

เทคนิคง่ายๆในการเช็คสภาพแบตว่าเสื่อมหรือยัง??

หลายคนคงสงสัยไม่น้อยว่า สตาร์ทรถไม่ติด มันเป็นเพราะแบตเสื่อมจริงหรือเปล่า? พอเอารถไปอู่ หรือเข้าศูนย์ก็มักจะได้รับคำตอบว่า "แบตเสื่อมแล้วครับ ต้องเปลี่ยนแบตใหม่" กตัญญูคลินิกแบตเตอรี่ มีเทคนิกง่ายๆในการเช็คว่า แบตเตอรี่ของเราเสื่อมจริงหรือเปล่า? มาดูกันทีละขั้นตอนเลยค่ะ

  1. หลังจากขับรถเข้าจอดเรียบร้อย รอประมาณ 1 นาที นำโวลท์มิเตอร์วัดค่า ต้องมีค่าตั้งแต่ 12-12.8 โวลท์ และหลังจากจอดข้ามคืน ค่าที่ได้จะต้องอยู่ที่ 12-12.8 โวลท์เท่าเดิม จึงจะถือว่าแบตอยู่ในสภาพปกติ ถ้ามีค่าต่ำกว่า 12 ประมาณ 11.5-11.9 เริ่มไม่ดีแล้วค่ะ เพราะแบตไม่เก็บไฟ ถ้าต่ำกว่า 11.5 วิกฤติมาเยือนกันทีเดียว ต้องนำมาฟื้นฟูเป็นการด่วน 
  2. ลองสตาร์ทเครื่องยนต์ และเหยียบคันเร่งให้ได้ 1,000 รอบ(ภาษาช่างเรียกว่า รอบเดินเบาค่ะ) จะต้องมีค่าประมาณ 13.5-13.8 ถ้าค่าที่ได้อยู่ประมาณ 12.8-13.4 แสดงว่าไดชาร์จเริ่มมีปัญหาแล้วค่ะ เพราะมีการชาร์จไฟเข้าแบตไม่เต็มที่ และถ้าต่ำว่า 12.8 ก็แสดงว่าไดชาร์ไม่ได้ชาร์จไฟเข้าแบตเลย เลวร้ายทีสุดคือ ต่ำกว่า 12 โวลท์ แสดงว่าระบบไฟในรถดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้เพียงอย่างเดียว เตรียมตังค์เอารถเข้าอู่ได้เลยค่ะ
  3. เร่งเครื่องให้ได้รอบประมาณ 2000-2500 รอบต่อนาที โวลท์จากแบตเตอรี่จะต้องมีค่าประมาณ 13.8-14.7 อาจมากกว่านี้ได้เล็กน้อย แต่ต้องไม่เกิน 15 โวลท์ ถ้าเกินแสดงว่าคัทเอาท์ไดชาร์จ มีปัญหา จะทำให้แบตเสื่อมเร็ว เพราะถูกชาร์จด้วยแรงดันที่สูงเกินไป ทำให้เกิดก๊าซคล้ายการเดือด ส่งผลต่อสารที่เคลือบแผ่นธาตุหลุดร่อนออกมา อายุการใช้งานของแบตจึงสั้นลง
  4. สุดท้ายคือเช็คว่าไดชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือเปล่า โดยให้เร่งเครื่องให้ได้ 2000 รอบ พร้อมกับเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างในรถ เช่น ไฟหน้า แอร์ ที่ปัดน้ำฝน เครื่องเสียง และวัดแรงดันที่ได้ ซึ่งต้องมีค่าเท่ากับค่าปกติ คือ 13.8-14.7 ถ้าได้ค่าต่ำกว่านี้แสดงว่าได้ชาร์จจ่ายกระแสไม่พอ ไดทำงานหนัก และอาจทำให้อายุการใช้งานลดลงค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *